เมื่อเจ้าของกิจการเริ่มพิจารณาขายกิจการหลายคนมักมีคำถามว่า “ควรเริ่มต้นจากตรงไหนดี?” ไม่ว่าจะเป็นเซ้งร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านเสริมสวย ร้านนวด โรงแรม โรงงาน บริษัทโลจิสติกส์ หรือธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ก็ล้วนมีขั้นตอนพื้นฐานที่คล้ายคลึงกัน
แน่นอนว่าแต่ละธุรกิจและแต่ละดีลอาจมีรายละเอียดแตกต่างกันบ้าง แต่โดยทั่วไปแล้ว กระบวนการมักดำเนินไปตามขั้นตอนดังต่อไปนี้
บทความนี้จัดทำขึ้นสำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังขายธุรกิจเป็นครั้งแรก โดยจะอธิบายขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการปิดการขายอย่างเข้าใจง่าย
การขายธุรกิจถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ ซึ่งสิ่งแรกที่ควรทำคือการพิจารณาให้ชัดเจนว่าทำไมคุณจึงต้องการขายธุรกิจ ตัวอย่างเช่น ต้องการเกษียณอายุ ไม่มีผู้สืบทอดกิจการ ต้องการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ต้องการเงินทุน มีแผนย้ายไปอาศัยต่างประเทศ หรือสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป เป็นต้น โดยเหตุผลในการขายมีได้หลากหลาย
เมื่อเหตุผลในการขายชัดเจนแล้ว จะช่วยให้สามารถวางแผนขั้นตอนต่อไปได้ง่ายขึ้น
ขั้นตอนต่อไปคือการประเมินกิจการของตนเองอย่างเป็นกลาง สิ่งที่ผู้ซื้อต้องการทราบคือ “กิจการนี้อยู่ในสถานะอย่างไร?” ตัวอย่างข้อมูลที่ควรจัดเตรียม ได้แก่
ยิ่งข้อมูลมีความชัดเจน และเป็นระบบมากเท่าไร ก็ยิ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ซื้อได้มากขึ้น
จากนั้นจึงกำหนดราคาขายที่ต้องการ ซึ่งราคาของกิจการไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “เงินลงทุนในช่วงเริ่มต้นกิจการ” แต่ขึ้นอยู่กับ “กิจการมีมูลค่าเท่าไรในปัจจุบัน”
ดังนั้น การกำหนดราคาที่สมเหตุสมผลจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก
เตรียมข้อมูลที่ใช้แนะนำกิจการให้กับผู้ซื้อ ตัวอย่างเช่น
ยิ่งข้อมูลในประกาศมีความครบถ้วนมากเท่าไร โอกาสที่จะได้รับการติดต่อจากผู้ซื้อก็ยิ่งมากขึ้น
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็ถึงเวลานำธุรกิจไปลงประกาศ เช่น การลงประกาศบนแพลตฟอร์มซื้อขายกิจการอย่าง Bizkaakai (บิสค้าขาย) จะช่วยให้คุณเข้าถึงผู้ซื้อที่มีความสนใจจำนวนมาก หลังจากลงประกาศแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการรอรับการติดต่อจากผู้ที่สนใจซื้อกิจการ
เมื่อมีผู้ที่สนใจ ผู้ขายก็จะเริ่มได้รับการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โดยปกติผู้ซื้อจะสอบถามเกี่ยวกับยอดขาย, กำไร, ลูกค้า, สัญญาต่าง ๆ, อุปกรณ์และทรัพย์สิน รวมถึงรายละเอียดอื่น ๆ ของกิจการ
ซึ่งการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญมาก ความไว้วางใจคือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การขายกิจการประสบความสำเร็จ
บางกรณีผู้ซื้อต้องการลงพื้นที่เพื่อดูสถานที่ประกอบกิจการจริง เช่น เยี่ยมชมร้านค้า เยี่ยมชมโรงงาน สำรวจอุปกรณ์ เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ซื้ออาจต้องการพบปะพูดคุยกับเจ้าของกิจการโดยตรง ซึ่งนี่คือโอกาสสำคัญในการอธิบายจุดแข็ง และข้อดีของกิจการให้ผู้ซื้อเข้าใจได้อย่างชัดเจน
หากผู้ซื้อมีความประสงค์ที่จะซื้อกิจการของคุณ ขั้นตอนต่อไปคือการเจรจาเงื่อนไขต่าง ๆ โดยมีหัวข้อหลักที่มักมีการเจรจากัน ได้แก่
เป้าหมายคือการหาข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจและยอมรับได้
เมื่อสามารถตกลงเงื่อนไขหลักได้ในระดับหนึ่งแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะเข้าสู่ขั้นตอนของข้อตกลงเบื้องต้น เพื่อยืนยันความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับเงื่อนไขสำคัญของการซื้อขายกิจการ
ในบางกรณี ผู้ซื้ออาจขอสิทธิ์ในการเจรจาแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Negotiation Period) เพื่อให้สามารถตรวจสอบกิจการได้อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย
ผู้ซื้อจะตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับและข้อมูลที่ประกาศไว้ว่าถูกต้องหรือไม่ ตัวอย่างเช่น
หากพบปัญหาในระหว่างการตรวจสอบ อาจมีการเจรจาปรับราคาใหม่ หรือในบางกรณีอาจยกเลิกการซื้อขายได้ ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลอย่างถูกต้องและโปร่งใสจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในเงื่อนไขทั้งหมดแล้ว จะเข้าสู่การลงนามในสัญญาซื้อขายอย่างเป็นทางการ โดยสัญญาจะระบุรายละเอียดต่าง ๆ เช่น
ควรตรวจสอบเนื้อหาของสัญญาอย่างละเอียดก่อนลงนามทุกครั้ง
หลังจากลงนามในสัญญาแล้ว ผู้ขายจะได้รับเงินค่าขายกิจการตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ บางกรณีอาจเป็นการชำระเงินเต็มจำนวนในครั้งเดียว บางกรณีอาจเป็นการผ่อนชำระเป็นงวด
ดังนั้น ควรทำความเข้าใจเงื่อนไขการชำระเงินให้ชัดเจนก่อนทำสัญญา
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการส่งมอบธุรกิจให้แก่ผู้ซื้อ สิ่งที่อาจต้องส่งมอบ ได้แก่
การส่งมอบที่ราบรื่นจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ซื้อกิจการและผู้ขายกิจการ และช่วยให้กิจการสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในบางกรณี เจ้าของเดิมอาจยังคงให้การสนับสนุนแก่ผู้ซื้อในช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังการขาย อาจจะ 1 สัปดาห์, 1 เดือน หรือ 3 เดือน ขึ้นอยู่กับการตกลงร่วมกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยการสนับสนุนดังกล่าวช่วยให้ผู้ซื้อมีความมั่นใจมากขึ้นในการเข้ามาดำเนินกิจการต่อ และช่วยลดความเสี่ยงในช่วงเปลี่ยนผ่าน
เป็นหนึ่งในคำถามที่พบบ่อยที่สุด ในความเป็นจริง ระยะเวลาในการขายขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทธุรกิจ, ราคาขาย และความต้องการของตลาด ส่วนปัจจัยอื่นๆ ก็อย่างเช่น
ซึ่งกิจการที่มีข้อมูลเหล่านี้มักจะขายได้เร็วกว่า แต่ในทางกลับกันกิจการที่มีมูลค่าสูงมาก หรือเป็นธุรกิจเฉพาะ อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะหาผู้ซื้อที่เหมาะสมได้
หากต้องการเพิ่มโอกาสในการขายกิจการให้สำเร็จ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องต่อไปนี้
สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อ และเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้สำเร็จ
การเซ้งร้าน ขายกิจการอาจดูเป็นเรื่องซับซ้อน แต่กระบวนการจริงๆ ส่วนใหญ่มักประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
หากเตรียมตัวอย่างดีมาตั้งแต่ต้น โอกาสในการขายกิจการได้สำเร็จก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
เริ่มต้นจากการทบทวนสถานการณ์ปัจจุบันของกิจการของคุณ และก้าวสู่ขั้นตอนแรกของการเซ้งร้าน ขายกิจการตั้งแต่วันนี้
Bizkaakai (บิสค้าขาย) เปิดให้ลงประกาศขายธุรกิจหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น เช่น
และธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมาย
ทำไมไม่ลองนำธุรกิจของคุณมาลงประกาศบน Bizkaakai (บิสค้าขาย) เพื่อค้นหาผู้ซื้อที่เหมาะสม?
[ลงประกาศขายกิจการบน Bizkaakai (บิสค้าขาย)]
จากข้อมูลของ Bizkaakai ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีประกาศขายธุรกิจมากกว่า 9,900 รายการ และมีธุรกิจที่ปิดการขายสำเร็จ (Sold Out) มากกว่า 2,700 รายการ
โดยเฉลี่ยแล้ว มีประกาศขายธุรกิจใหม่ประมาณ 9 รายการต่อวัน และมีการซื้อขายธุรกิจสำเร็จประมาณ 1 รายการทุก ๆ 2–3 วัน
จากการวิเคราะห์ข้อมูลบน Bizkaakai พบแนวโน้มที่น่าสนใจดังนี้
ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความสำเร็จในการขายธุรกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจเพียงอย่างเดียว
ธุรกิจที่มีข้อมูลครบถ้วน รูปภาพที่ชัดเจน และราคาที่เหมาะสม มักได้รับความสนใจจากผู้ซื้อมากกว่า
สิ่งสำคัญไม่ใช่การกังวลว่าธุรกิจจะขายได้หรือไม่ แต่คือการเตรียมข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถประเมินธุรกิจได้อย่างมั่นใจ
หากคุณกำลังพิจารณาขายธุรกิจ การเริ่มต้นจากการจัดระเบียบและวิเคราะห์สถานะปัจจุบันของธุรกิจของคุณ ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุด
Data source: Bizkaakai internal listing data (June 2023 – June 2026)
Line: @bizkaakai
Email: support@bizkaakai.com