หนึ่งในคำถามที่เจ้าของธุรกิจถามมากที่สุดเมื่อเริ่มพิจารณาขายกิจการคือ “กิจการของเราจะขายได้ในราคาเท่าไร?” ไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านเสริมสวย ร้านนวด ร้านซักรีด โรงแรม โรงงาน บริษัทโลจิสติกส์ หรือธุรกิจอีคอมเมิร์ซ นี่คือคำถามที่ทุกคนให้ความสนใจ
ความรู้สึกเหล่านี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ผู้ซื้อมีมุมมองที่แตกต่างออกไป ซึ่งบทความนี้จะอธิบายวิธีการกำหนดราคาเซ้งร้าน ขายกิจการ ให้เข้าใจง่ายขึ้น
สิ่งแรกที่ควรเข้าใจคือ การตั้งราคาเซ้งร้าน ขายกิจการ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ “จำนวนเงินที่เจ้าของอยากได้”
กรณีตัวอย่าง
เจ้าของกิจการคิดว่า “ฉันอยากขายกิจการนี้ในราคา 5 ล้านบาท”
แต่ผู้ซื้อคิดว่า “กิจการนี้มีมูลค่าเพียง 2 ล้านบาท”
กิจการก็อาจจะขายไม่ได้
แต่ในอีกกรณี
เจ้าของกิจการคิดว่า “น่าจะขายได้ประมาณ 3 ล้านบาท”
แต่ผู้ซื้อมองเห็นคุณค่าและศักยภาพที่สูงกว่า ก็อาจจะขายได้ในราคาที่สูงกว่านั้น
ผู้ซื้อไม่ได้ต้องการซื้อเพียงอุปกรณ์หรือทรัพย์สิน สิ่งที่พวกเขาต้องการจริง ๆ คือ “กำไรในอนาคต” เช่น
กรณีร้านอาหารเหมือนกัน
ร้าน A: กำไรต่อเดือน 20,000 บาท
ร้าน B: กำไรต่อเดือน 200,000 บาท
มูลค่าของทั้งสองร้านจึงย่อมแตกต่างกันอยู่มาก โดยผู้ซื้อจะมองว่า “กิจการนี้จะสร้างกำไรได้มากแค่ไหนในอนาคต”
ปกติผู้ซื้อจะประเมินมูลค่าธุรกิจจากปัจจัยต่อไปนี้
ยอดขาย
กิจการนี้ได้รายได้ต่อเดือนเท่าไร
กำไร
กิจการนี้ได้กำไรต่อเดือนเท่าไร
ลูกค้า
มีลูกค้าประจำ และลูกค้ากลับมาใช้บริการซ้ำหรือไม่
ทำเลที่ตั้ง
โดยเฉพาะธุรกิจที่มีหน้าร้าน ทำเลถือเป็นปัจจัยสำคัญ
แบรนด์
ธุรกิจเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงมากน้อยเพียงใด
พนักงาน
มีพนักงานที่มีประสบการณ์และสามารถดำเนินงานต่อได้หรือไม่
อุปกรณ์และทรัพย์สิน
เครื่องจักร อุปกรณ์ และสภาพสถานที่เป็นอย่างไร
ศักยภาพในการเติบโต
ธุรกิจมีโอกาสขยายตัวในอนาคตหรือไม่
สิ่งที่ผู้ขายกิจการมักจะเข้าใจผิดว่าลงทุนกิจการไป 5 ล้านบาท ก็จะต้องตั้งราคาขาย 5 ล้าน ทั้งที่จริงแล้วราคาขายกิจการปัจจุบันอาจจะไม่ใช่ 5 ล้านบาทก็ได้
กรณีนี้ก็จะเปรียบเสมือนรถยนต์ ถึงแม้จะซื้อรถใหม่ในราคา 1 ล้านบาท ก็ไม่ได้หมายความว่าอีก 5 ปีข้างหน้า จะขายรถยนต์คันนี้ได้ในราคาเดิม ซึ่งสำหรับกิจการก็เช่นเดียวกัน
ผู้ซื้อสนใจแค่ว่า ในปัจจุบันกิจการนี้มีมูลค่าเท่าไร ไม่ใช่ผู้ขายลงทุนไปเท่าไหร่ในอดีต
อุปกรณ์ถือเป็นอีกส่วนที่สำคัญของกิจการ เช่น อุปกรณ์ครัว อุปกรณ์เสริมสวย เครื่องมือทางการแพทย์ เครื่องซักผ้า หรือเครื่องจักรในโรงงาน เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ล้วนมีการเสื่อมตามระยะเวลา โดยปกติผู้ซื้อจะประเมินราคาตามราคาขายในตลาดปัจจุบัน ไม่ใช่ราคาตอนที่ผู้ขายซื้อมา
สำหรับกิจการขนาดเล็กแล้ว ลูกค้าถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด เช่น ลูกค้าที่เป็นสมาชิกร้าน จำนวน 500 คน, ผู้ติดตามใน LINE จำนวน 5,000 คน หรือ ผู้ติดตามใน Instagram จำนวน 20,000 คน เป็นต้น ซึ่งผู้ที่ซื้อกิจการต่อจะมีคำถามที่สำคัญอีกคำถามหนึ่งว่า หลังจากซื้อกิจการต่อแล้ว “ลูกค้าเหล่านี้จะยังคงใช้บริการอยู่หรือไม่”
สำหรับกิจการที่มีผลกำไรสม่ำเสมอ มักจะได้รับการประเมินราคาเซ้ง/ขายกิจการที่สูงกว่า เช่น กิจการที่มีกำไรเดือนละ 100,000 บาท ย่อมถูกประเมินราคาขายที่สูงกว่ากิจการที่ขาดทุน ดังนั้นหากคุณกำลังจะเซ้งร้าน ขายกิจการ ก็แนะนำว่าควรขายในช่วงที่กิจการยังมีศักยภาพในการทำกำไรที่ดีได้
ถึงแม้ว่ากิจการขาดทุนก็สามารถขายได้เช่นกัน เช่น กิจการตั้งอยู่ในทำเลที่ดี แบรนด์เป็นที่รู้จัก มีฐานลูกค้าประจำ หรือมีอุปกรณ์ที่มีมูลค่าสูง ปัจจัยเหล่านี้ก็ทำให้กิจการยังคงขายได้ เพียงแต่ว่าราคาขายกิจการอาจจะไม่สูงเท่ากิจการที่ได้กำไร
สิ่งที่ผู้ขายหลายๆ รายมักจะตัดสินใจผิดพลาด คือการตั้งราคาขายเกินมูลค่าขายจริงมากเกินไป เช่น ราคาขายกิจการที่ตลาดประเมินจริงอยู่ที่ 1 ล้านบาท แต่ประกาศขายในราคา 3 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งการตั้งราคาแบบนี้ทำให้แทบไม่มีผู้ซื้อที่สนใจติดต่อสอบถามเข้ามาเลย ส่งผลให้ระยะเวลาผ่านไปนานหลายเดือนกิจการก็ยังขายไม่ได้ ดังนั้น การที่ตั้งราคาขายให้เหมาะสมจึงสำคัญมาก
ในกรณีกลับกันจากข้อก่อนหน้านี้ ถึงแม้ผู้ขายต้องการปล่อยเซ้งร้าน หรือขายกิจการแบบเร่งด่วน ก็ไม่จำเป็นต้องตั้งราคาขายที่ต่ำเกินจริง ผู้ขายสามารถตั้งราคาขายให้สมเหตุสมผลได้ และเป็นราคาที่สอดคล้องกับราคาที่ผู้ซื้อในตลาดรับได้ ที่สำคัญคือราคาต้องเป็นราคาตามจริง
รายการที่สำคัญที่ต้องรวบรวม มีดังนี้
✓ ยอดขายต่อเดือน
✓ กำไรต่อเดือน
✓ จำนวนลูกค้า
✓ จำนวนลูกค้าประจำ
✓ จำนวนพนักงาน
✓ รายการอุปกรณ์และทรัพย์สิน
✓ ค่าเช่า
✓ สถานะของสัญญาต่าง ๆ
✓ จำนวนผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย
✓ ศักยภาพในการเติบโต
เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกจัดเรียบเรียงไว้อย่างดีแล้ว จะช่วยให้ผู้ซื้อสามารถประเมินมูลค่ากิจการได้ง่ายขึ้น
ไม่ว่าคุณจะประมาณการณ์ราคาขายไว้เท่าไหร่ แต่สุดท้ายแล้วราคาขายกิจการที่แท้จริงจะถูกกำหนดโดยตลาด ในกรณีที่ผู้ซื้อยอมรับราคาขายที่ตั้งไว้ก็มีโอกาสขายได้ แต่กรณีที่ผู้ซื้อไม่ยอมรับราคาขายที่ตั้งไว้ก็อาจจะขายไม่ได้เช่นกัน
ดังนั้น ไม่จำเป็นต้องคาดหวังว่าจะต้องขายได้ราคาขายที่ตั้งไว้เท่านั้น แต่เมื่อเข้าสู่ตลาดจริงก็ต้องดูผลตอบรับจากผู้ซื้อด้วย ซึ่งวิธีการที่ดีที่จะช่วยให้ขายได้ในราคาที่เหมาะสมเช่นกัน
ราคาขายกิจการไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “ลงทุนเริ่มแรกไปเท่าไร” แต่ขึ้นอยู่กับว่า “กิจการนั้นๆ สามารถสร้างมูลค่าในอนาคตได้มากขนาดไหน”
โดยที่ผู้ซื้อจะพิจารณาจาก กำไร, ลูกค้า, แบรนด์, อุปกรณ์และทรัพย์สิน รวมถึงศักยภาพของกิจการที่จะเติบโต ดังนั้น ในการกำหนดราคาขาย ผู้ขายควรคำนึงถึงมุมมองของตลาดควบคู่ไปกับความคาดหวังของตนเอง เริ่มด้วยการเรียบเรียงข้อมูลกิจการ และนำเสนอขายกิจการในตลาดด้วยราคาที่เหมาะสม
Bizkaakai (บิสค้าขาย) ให้คุณลงประกาศขายกิจการหลากหลายประเภท เช่น ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านเสริมสวย ร้านนวด โรงแรม โรงงาน บริษัทโลจิสติกส์ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจอื่น ๆ อีกมากมาย
ทำไมยังไม่ลองนำกิจการของคุณมาลงประกาศบน Bizkaakai (บิสค้าขาย) เพื่อค้นหาผู้ซื้อที่เหมาะสมล่ะ?
[ลงประกาศขายกิจการของคุณบน Bizkaakai (บิสค้าขาย)]
จากข้อมูลของ Bizkaakai (บิสค้าขาย) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า การขายกิจการไม่ใช่เรื่องพิเศษหรือเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก
ในแต่ละปี มีเจ้าของกิจการจำนวนมากที่สามารถส่งต่อกิจการให้กับเจ้าของรายใหม่ได้สำเร็จ
สิ่งสำคัญไม่ใช่การกังวลว่าธุรกิจของคุณจะขายได้หรือไม่ แต่คือการเตรียมข้อมูลที่ชัดเจน ถูกต้อง และครบถ้วน เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ
หากคุณกำลังพิจารณาเซ้งร้าน ขายกิจการของคุณ จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือการเรียบเรียง และทำความเข้าใจสถานะปัจจุบันของกิจการของคุณให้ชัดเจนก่อนเริ่มกระบวนการขายกิจการ।
แหล่งข้อมูล: Bizkaakai internal listing data (June 2023 – June 2026)
Line: @bizkaakai
Email: support@bizkaakai.com