what-makes-a-business-easy-or-hard-to-sell-banner

กิจการแบบไหนขายง่าย และกิจการแบบไหนขายยาก?

คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับเจ้าของธุรกิจในประเทศไทยที่กำลังพิจารณาเซ้งร้าน ขายกิจการ

เจ้าของธุรกิจหลายคนที่กำลังพิจารณาเซ้งร้าน ขายกิจการมักมีคำถามว่า “กิจการของเราจะขายได้หรือไม่?”

ในความเป็นจริงแล้วทุกประเภทกิจการมีโอกาสที่จะขายได้ แต่ในความเป็นจริงก็มีทั้ง กิจการที่หาผู้ซื้อได้ง่าย และ กิจการที่หาผู้ซื้อได้ยาก ซึ่งความแตกต่างนี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจนั้นดีหรือไม่ดี แต่ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจนั้นมีความน่าสนใจสำหรับผู้ซื้อและสามารถส่งต่อได้ง่ายขนาดไหน

บทความนี้จะอธิบายลักษณะของกิจการที่ขายได้ง่ายและกิจการที่ขายได้ยาก สำหรับเจ้าของธุรกิจในประเทศไทยที่กำลังพิจารณาเซ้งร้าน ขายกิจการ

1. สิ่งแรกที่ควรเข้าใจ

การที่กิจการจะขายได้ง่ายหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการเพียงอย่างเดียว เช่น แม้จะเป็นคาเฟ่เหมือนกัน บางร้านสามารถขายได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่บางร้านประกาศขายมาหลายเดือนแล้วก็ยังไม่มีผู้สนใจ เพราะสิ่งสำคัญ คือผู้ซื้อสามารถคาดการณ์ได้ว่า “หลังจากรับช่วงต่อแล้ว จะสามารถสร้างกำไรจากกิจการนี้ได้หรือไม่”

2. ลักษณะของกิจการที่ขายได้ง่าย

  • มีกำไรอย่างสม่ำเสมอ นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด เนื่องจากกิจการที่มีผลกำไรอย่างต่อเนื่องทุกเดือน มักได้รับความสนใจจากผู้ซื้อมากกว่า เพราะผู้ซื้อกิจการซื้อกิจการโดยคาดหวังกำไรในอนาคต
  • มีฐานลูกค้าอยู่แล้ว เพราะลูกค้าคือสินทรัพย์ที่มีคุณค่า เช่น สมาชิก ลูกค้าประจำ สัญญากับลูกค้าองค์กร ผู้ติดตาม LINE Official Account และผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย โดยกิจการที่มีฐานลูกค้าชัดเจนมักขายได้ง่ายกว่า
  • สามารถดำเนินงานได้แม้ไม่มีเจ้าของ คือลักษณะกิจการที่ผู้ซื้อต้องการ เช่น กิจการสามารถดำเนินงานได้โดยที่เจ้าของไม่จำเป็นต้องอยู่ดูแลร้านทุกวัน จะสามารถส่งมอบต่อให้ผู้ซื้อได้ง่ายกว่า
  • มีพนักงานที่มีประสบการณ์และอยู่มานาน กิจการที่มีทีมงานที่แข็งแรงและมั่นคงมักได้รับการประเมินที่ดี เนื่องจากผู้ซื้อมักกังวลว่า “หลังซื้อไปแล้ว จะสามารถเปิดดำเนินการต่อได้ทันทีหรือไม่?” ดังนั้นทีมงานที่มีประสบการณ์จึงเป็นจุดแข็งสำคัญ
  • ทำเลดี สำหรับธุรกิจที่มีหน้าร้าน ทำเลเป็นปัจจัยสำคัญมาก เช่น ใกล้สถานีรถไฟฟ้า อยู่ในศูนย์การค้า อยู่ในย่านที่อยู่อาศัย หรืออยู่ในแหล่งท่องเที่ยว โดยทำเลที่ดีช่วยเพิ่มมูลค่าของธุรกิจได้อย่างมาก
  • อยู่ในตลาดที่กำลังเติบโต เช่น ธุรกิจ E-Commerce ธุรกิจโลจิสติกส์ บริการสำหรับผู้สูงอายุ และธุรกิจด้านความงาม ซึ่งธุรกิจเหล่านี้มักได้รับความนิยมจากผู้ซื้อ

3. ประเภทกิจการที่ค่อนข้างขายง่ายในประเทศไทย

แน่นอนว่ารายละเอียดของแต่ละกิจการมีความแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปกิจการที่มักมีผู้ซื้อจำนวนมาก ได้แก่

  • ร้านอาหาร ผู้ซื้อสามารถวางแผนดำเนินกิจการต่อได้ง่าย
  • คาเฟ่ เริ่มต้นได้ง่ายและใช้เงินลงทุนไม่สูงมาก
  • ร้านนวด มีทั้งลูกค้านักท่องเที่ยวและลูกค้าในพื้นที่
  • ร้านเสริมสวย มักมีฐานลูกค้าประจำ
  • ร้านซักรีด ได้รับความนิยมเพราะมีรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ
  • ธุรกิจ E-Commerce ใช้เงินลงทุนด้านสถานที่น้อยและสามารถขายได้ทั่วประเทศ
  • ธุรกิจโลจิสติกส์ ได้รับประโยชน์จากการเติบโตของตลาด E-Commerce
  • ธุรกิจการศึกษา มีความต้องการอย่างต่อเนื่อง

4. ลักษณะของกิจการที่ขายได้ยาก

ต่อไปคือกรณีที่ผู้ซื้อมักพิจารณาอย่างระมัดระวังก่อนตัดสินใจซื้อกิจการ

  • พึ่งพาเจ้าของมากเกินไป เช่น เจ้าของเป็นช่างฝีมือเพียงคนเดียว เจ้าของเป็นพนักงานขายเพียงคนเดียว ในกรณีเหล่านี้ หากเจ้าของไม่ได้ดำเนินกิจการต่อด้วยตัวเอง กิจการอาจจะไม่สามารถดำเนินกิจการต่อได้เช่นกัน
  • ไม่มีข้อมูลยอดขาย ผู้ซื้อกิจการจะให้ความสำคัญกับตัวเลข โดยกิจการที่ไม่สามารถแสดงข้อมูลทางการเงินได้อย่างชัดเจน มักถูกหลีกเลี่ยงที่จะพิจารณาซื้อ
  • ขาดทุนต่อเนื่องเป็นเวลานาน ถึงแม้ว่ากิจการที่ขาดทุนก็ยังสามารถขายได้ แต่หากไม่เห็นโอกาสในการฟื้นตัว จำนวนผู้ซื้อกิจการที่สนใจจะน้อยลงตาม
  • อุปกรณ์เก่าและเสื่อมสภาพ หากผู้ซื้อกิจการจำเป็นต้องลงทุนก้อนใหญ่ทันทีหลังซื้อกิจการ ผู้ซื้อจะพิจารณาอย่างละเอียดมากขึ้น
  • มีลูกค้าน้อย เพียงแค่อุปกรณ์หรือสถานที่ อาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความน่าสนใจมากเท่าการมีฐานลูกค้า
  • มีปัญหาด้านสัญญาหรือกฎหมาย เช่น สัญญาเช่ากำลังจะหมดอายุ ใบอนุญาตประกอบกิจการมีปัญหา เป็นต้น

5. แม้เป็นกิจการที่ดูเหมือนจะขายยากก็ยังสามารถขายได้

จุดนี้สำคัญมาก เช่น ร้านที่ขาดทุน ร้านที่ปิดดำเนินการชั่วคราว หรือกิจการในต่างจังหวัด กิจการเหล่านี้ก็ยังสามารถขายได้ เพราะผู้ซื้อกิจการแต่ละคนมีเป้าหมายต่างกัน เช่น ต้องการทำเล ต้องการอุปกรณ์ ต้องการแบรนด์ หรือต้องการฐานลูกค้า

ดังนั้น ไม่ควรสรุปว่ากิจการของคุณ “ขายไม่ได้”

6. วิธีช่วยให้กิจการเซ้ง/ขายได้ง่ายขึ้น

แม้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงที่ตัวกิจการทั้งหมดได้ แต่สามารถปรับปรุงวิธีนำเสนอได้ ดังนี้

  • จัดระเบียบข้อมูลยอดขาย แสดงตัวเลขให้ชัดเจน
  • เพิ่มรูปภาพให้ครบถ้วน สร้างความประทับใจแรกที่ดี
  • สรุปจุดแข็งของธุรกิจ เช่น ใกล้สถานีรถไฟฟ้า มีสัญญากับลูกค้าองค์กร มีผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียจำนวนมาก เป็นต้น
  • อธิบายโอกาสในการเติบโต เนื่องจากผู้ซื้อมองไปที่อนาคต ดังนั้นจึงควรแสดงศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจด้วย

7. สิ่งที่ผู้ซื้อกิจการต้องการคือ “ความมั่นใจ”

สิ่งที่ผู้ซื้อกิจการต้องการจริง ๆ ไม่ใช่อุปกรณ์หรือการตกแต่งร้าน แต่คือ “ต้องการกิจการที่สามารถรับช่วงต่อได้อย่างมั่นใจ”

ดังนั้น กิจการที่มีข้อมูลทางการเงินที่เป็นระบบ ฐานลูกค้า พนักงาน และสัญญาที่ชัดเจน มักจะสามารถขายกิจการได้ง่ายกว่า

8. สิ่งที่กิจการที่เซ้งต่อ/ขายต่อได้ง่ายมีเหมือนกัน

ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประเภทใด กิจการที่เซ้งต่อ/ขายต่อได้ง่ายมักมีลักษณะที่คล้ายกัน ดังนี้

  • มีกำไร
  • มีลูกค้า
  • ไม่พึ่งพาเจ้าของมากเกินไป
  • มีพนักงาน
  • มีข้อมูลที่เป็นระบบ
  • มีศักยภาพในการเติบโต


หากกิจการมีองค์ประกอบเหล่านี้ ก็จะมีโอกาสมากขึ้นในการที่จะมีผู้ซื้อกิจการ

สรุป

ความแตกต่างระหว่างกิจการที่ขายได้ง่ายและกิจการที่ขายได้ยาก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าผู้ซื้อสามารถมองเห็นโอกาสในอนาคตหลังจากเข้ามารับช่วงต่อได้หรือไม่ โดยกิจการที่มีกำไร มีลูกค้า และมีระบบการดำเนินงานที่ดี มักเซ้งต่อ/ขายต่อได้ง่ายกว่า

แต่ในทางกลับกัน หากข้อมูลไม่ครบถ้วนหรือพึ่งพาเจ้าของมากเกินไป ผู้ซื้อกิจการจะพิจารณาอย่างระมัดระวังมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทุกกิจการล้วนมีคุณค่า ดังนั้น จุดเริ่มต้นของการเซ้งร้าน ขายกิจการให้สำเร็จได้ คือการวิเคราะห์จุดแข็งของกิจการตนเองและนำเสนอให้ผู้ซื้อเข้าใจได้อย่างชัดเจน


กำลังจะเซ้งร้าน ขายกิจการของคุณอยู่หรือไม่?

Bizkaakai (บิสค้าขาย) เปิดให้ลงประกาศเซ้งร้าน ขายกิจการได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านเสริมสวย ร้านนวด โรงแรม โรงงาน บริษัทโลจิสติกส์ ธุรกิจ E-Commerce และอื่น ๆ อีกมากมาย

ทำไมยังไม่ลองนำกิจการของคุณมาลงประกาศบน Bizkaakai (บิสค้าขาย) เพื่อค้นหาผู้ซื้อที่เหมาะสมล่ะ?

[ลงประกาศขายกิจการบน Bizkaakai (บิสค้าขาย)]


ข้อมูลเชิงลึกจากบิสค้าขาย (Bizkaakai Market Insights) (อัปเดต มิ.ย. 2569)

จากข้อมูลของ Bizkaakai (บิสค้าขาย) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีการลงประกาศขายธุรกิจมากกว่า 9,900 รายการ และมีธุรกิจมากกว่า 2,700 รายการที่ปิดการขายสำเร็จ (Sold Out) หมวดหมู่ธุรกิจที่มีจำนวนประกาศมากที่สุดคือ ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์ รองลงมาคือธุรกิจบริการ เช่น ร้านเสริมสวย ร้านนวด และร้านทำเล็บ ขณะเดียวกัน ธุรกิจโรงแรม คลินิก โลจิสติกส์ โรงงาน และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ก็มีการลงประกาศอย่างต่อเนื่องเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าการซื้อขายกิจการเกิดขึ้นในหลากหลายอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ประมาณ 87% ของกิจการที่ลงประกาศบน Bizkaakai (บิสค้าขาย) ยังคงเปิดดำเนินการอยู่ (Running Business) ในขณะที่เริ่มประกาศเซ้งร้าน ขายกิจการ ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ใช่เฉพาะกิจการในอุตสาหกรรมยอดนิยมเท่านั้นที่สามารถขายได้

ผู้ซื้อกิจการมักพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น

  • กิจการมีกำไรหรือไม่
  • มีฐานลูกค้าที่มั่นคงหรือไม่
  • มีพนักงานที่มีประสบการณ์หรือไม่
  • สามารถส่งมอบและบริหารต่อได้ง่ายหรือไม่
  • มีศักยภาพในการเติบโตในอนาคตหรือไม่


ดังนั้น แม้จะเป็นธุรกิจประเภทเดียวกัน แต่บางกิจการอาจหาผู้ซื้อได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่บางกิจการอาจใช้เวลานานกว่า

ข้อมูลจาก Bizkaakai (บิสค้าขาย) แสดงให้เห็นว่า ความสำเร็จในการเซ้งร้าน ขายกิจการไม่ได้ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของกิจการ ระบบการดำเนินงาน และความพร้อมของข้อมูลที่ผู้ขายเตรียมไว้ให้กับผู้ซื้ออีกด้วย

แหล่งข้อมูล: Bizkaakai internal listing data (June 2023 – June 2026)



Line: @bizkaakai
Email: support@bizkaakai.com

Welcome Back!

Login to your account below

Retrieve your password

Please enter your username or email address to reset your password.

Add New Playlist